Tawee Sodsong แถลงดีเอสไอรวบแก๊งปลอมบัตรเครดิตโรมาเนีย

ดี เอสไอจับแก๊งโรมาเนียร่วมมือคนไทยปลอมบัตร เครดิตเสียหายกว่า 50 ล้านบาท เผยกลคนร้ายจะใช้เครื่องสกิมเมอร์ และกล้องแอบถ่ายประกอบติดกับตู้เอทีเอ็ม เพื่อคัดลอกข้อมูลและรหัสบัตร เตือนประชาชนหลีกเลี่ยงกดเงินผ่านตู้เปลี่ยว-เวลากลางคืน ให้กดตู้ที่มีกล้องวงจรปิดเพื่อป้องกันเหตุร้าย

วันนี้ (18 พ.ย.) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง Tawee Sodsong อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ณรัช เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ แถลงข่าวการจับกุมองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทุจริตปลอมบัตรเครดิต และบัตรเอทีเอ็ม มูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท

พ.ต.อ.ณรัช กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น.เมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ และส่วนสืบสวนสะกดรอย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปศท.ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลของจังหวัดมีนบุรี ประกอบด้วย ด.ต.ปราโมทย์ เปียทอง อายุ 41 ปี นาย Ionut Buliarca (โยนัท บูเลียเกอ) ชาวโรมาเนีย อายุ 28 ปี นาย Robert Rotru (โรเบิร์ต โรตรู) ชาวโรมาเนีย อายุ 29 ปี นายจิรายศ ศิริบวรเกียรติ อายุ 43 ปี และนายพนธกร หรือเอก ดีประเสริฐ อายุ 31 ปี พร้อมของกลางเป็นอุปกรณ์สำหรับคัดลอกข้อมูลบัตร กล้องแอบถ่ายขนาดเล็กสีดำ เครื่องคัดลอกข้อมูลบัตรเครดิตสีดำ หรือเครื่องสกิมเมอร์ อาวุธปืนขนาด 9 มม.พร้อมเครื่องกระสุนปืน 1 กระบอก และโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง

พ.ต.อ.ณรัช กล่าวอีกว่า กลุ่มคนร้ายดังกล่าวจะใช้เครื่องสกิมเมอร์ และกล้องแอบถ่ายประกอบติดกับเครื่องบริการเงินด่วน หรือตู้เอทีเอ็ม เพื่อขโมยคัดลอกข้อมูลจากบัตรเครดิตและบัตรเอทีเอ็มของผู้มาใช้บริการตู้ บริการเงินด่วน และบันทึกรหัสประจำบัตร 4 หลัก เพื่อนำข้อมูลไปทำบัตรปลอมแล้วนำบัตรปลอมพร้อมรหัสไปกดเงินสดจากตู้บริการ เงินด่วน หรือนำไปซื้อสินค้าตามร้านค้าต่างๆ ซึ่งคนร้ายกลุ่มดังกล่าวจะนำเครื่องสกิมเมอร์ไปติดตามแหล่งท่องเที่ยวที่มี ชาวต่างชาตินิยมไปจับจ่ายใช้สอย และนำบัตรเครดิต หรือบัตรเอทีเอ็มไปกดที่ตู้บริการเงินด่วนโดยเฉพาะย่านสุขุมวิท นอกจากนี้ พบว่า เครื่องสกิมเมอร์มีระบบความจำที่สามารถบันทึกข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็มได้นาน ถึง 3 วัน คาดว่าธนาคารจะเสียหายจากการปลอมบัตรของกลุ่มคนร้ายธนาคารละ 10-15 ล้านบาท

พ.ต.อ.ณรัช ยังแจ้งเตือนผู้ใช้บริการให้ระมัดระวังในการกดเงิน โดยขอให้สังเกตว่า มีการแอบนำกล้องวิดีโอติดตั้งเพื่อแอบถ่ายการกดรหัส และบริเวณช่องเสียบบัตรมีอุปกรณ์แปลกปลอมที่นูนผิดปกติหรือไม่ นอกจากนี้ ควรใช้บริการตู้บริการเงินด่วนที่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดของธนาคาร ไม่กดตู้เปลี่ยว และไม่กดเงินในช่วงเวลากลางคืน เนื่องจากการขโมยข้อมูลจะสร้างความเสียหายให้กับทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ และคนไทย ที่ใช้บริการตู้เอทีเอ็มโดยทั่วไป สำหรับผู้ต้องหาในเครื่องข่ายดังกล่าวยังมีอีกจำนวนมากต้องเร่งขยายผล โดยขณะนี้ยังมีผู้ต้องหาคนไทยตามหมายจับที่ยังไม่สามารถนำตัวมาดำเนินคดีได้ อีก 3 ราย

พ.ต.อ.ณรัช กล่าวด้วยว่า การกระทำผิดในรูปแบบการปลอมแปลงบัตรเครดิตเกิดขึ้นจำนวนมากทั่วประเทศโดย เฉพาะในพื้นที่ กทม.ซึ่งส่วนใหญ่จะมีชาวต่างชาติร่วมเป็นเครือข่ายซึ่งยังมีต่างประเทศที่ ประสานขอให้ดีเอสไอติดตามพฤติกรรมการปลอมแปลงบัตรของชาวต่างชาติเช่นเกาหลี ใต้ และประเทศในแถบยุโรป

ที่มา : http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000136573

Tawee Sodsong

ดีเอสไอ นำกำลังบุกค้นบ้านมือทำเว็บไซต์หมิ่นสถาบันเบื้องสูง พร้อมรวบตัว ขณะซื้อของที่ตลาดในตัวเมืองนครพนม หลังสืบพบหนีไปกบดาน

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ นำกำลังเจ้าหน้าที่คดีพิเศษเข้าตรวจค้นบ้านพักของ นายสุวิชา ท่าค้อ อายุ 35 ปี ย่านคันนายาว หลังสืบทราบว่า ใช้เป็นสถานที่เผยแพร่ข้อความหมิ่นสถาบันเบื้องสูงที่ เผยแพร่ในเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งเมื่อไปถึงพบว่า ประตูบ้านล็อกกุญแจจึงประสานให้ญาติของ นายสุวิชาเปิดประตู และร่วมเป็นพยานในการตรวจค้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้อายัดเครื่องคอมพิวเตอร์มาตรวจสอบ

ทั้งนี้จากการสอบสวนทราบว่า นายสุวิชา ได้หลบหนีไปกบดานอยู่กับญาติใน จ.นครพนม จึงให้ฝ่ายสืบสวนสำนักคดีอาชญากรรมระหว่าง ประเทศออกติดตามจับกุมตัว โดยสามารถจับกุมตัว นายสุวิชาได้ ขณะเดินซื้อของอยู่ที่ตลาด อ.เมืองนครพนม จึงควบคุมตัวมาสอบปากคำ ซึ่งผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และในวันนี้เวลา 21.00 น. เจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวผู้ต้องหากลับมาสอบสวนต่อที่ดีเอสไอ

ที่มา : http://news.sanook.com/crime/crime_336363.php

ดีเอสไอ – ปศท.รวบแก๊งปลอมบัตรเครดิต
ดี เอสไอ-ปศท.รวบแก๊งปลอมบัตรเครติดชาวไทย -โรมาเนีย พบเล่ห์คนร้าย ติดตั้งเครื่องคัดลอกข้อมูล รหัสเอทีเอ็ม และแอบติดตั้งกล้องรูเข็ม  กดเงินสดและรูดบัตรเครดิตไปแล้วกว่า ๕๐ ล้านบาท  ระบุหากจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน ธนาคารพาณิชย์อ่วมสูญเงินไม่ต่ำกว่า ๑๐๐  – ๒๐๐ ล้าบาท ต่อปี
เมื่อวันอังคารที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ พ.ต.อ.ทวี สอดส่องTawee sodsong อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ณรัชต์   เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผบ.สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ  แถลงข่าวการจับกุมองค์กรอาชญากรรมทุจริตบัตรเครดิต หลังจากพ.ต.อ. สาธิต ตชยภพ  รองผู้บังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (รองผบก.ปศท. ) พ.ต.อ.อัครพล ปุญโยปัษฏัมภ์  ผอ.สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรม ระหว่างประเทศ (ส่วน ๒) เข้าร่วมจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยและโรมาเนียตามหมายจับของศาลจังหวัด มีนบุรี ได้ ๕ คนเมื่อเวลา ๒๓.๐๐ น. ของวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ พร้อมของกลางเป็นอุปกรณ์สำหรับคัดลอกข้อมูลเพื่อไปทำบัตรปลอม ๕ รายการ คือ
๑.    เครื่องคัดลอกข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (skimmer device) ใช้ครอบช่องเสียบบัตร ซึ่งมีลักษณะกลมกลืนกับตู้บริการเงินด่วน สีบรอนซ์เงิน โดยมีวงจรไฟฟ้าอยู่ด้านหลัง
๒.   กล้องรูเข็มสีดำ ไม่ทราบรุ่นและยี่ห้อ โดยสิ่งของทั้ง ๒รายการผู้ต้องหาใช้ประกอบกันเพื่อคัดลอกข้อมูลจากบัตรเครดิตและบัตรเอที เอ็มของผู้มาใช้บริการที่ตู้บริการเงินด่วน และบันทึกรหัสประจำบัตร ๔ หลัก เพื่อนำข้อมูลไปทำบัตรปลอม แล้วนำบัตรปลอมพร้อมรหัสไปกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม หรือนำไปใช้รูดซื้อสินค้าจากร้านค้าต่างๆ
๓.   เครื่องคัดลอกข้อมูลบัตรเครดิตสีดำ ๑  เครื่อง
๔.   อาวุธปืนขนาด  ๙ม.ม. พร้อมกระสุนปืน จำนวน ๑  กระบอก
๕.   โทรศัพท์ มือถือ จำนวน ๔  เครื่อง
พ. ต.อ.ณรัชต์ กล่าวว่า ดีเอสและปศท.ได้ตั้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาร่วมกันปลอมและใช้บัตร อิเล็กทรอนิกส์ปลอม มีไว้เครื่องมือสำหรับปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้ มีสิทธิใช้เพื่อประโยชน์ในการชำระค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระค่า สินค้า  ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดหรือใช้เบิกถอนเงินสด โดยกลุ่มผู้กระทำผิดดังกล่าวได้กระทำความผิดเป็นลักษณะกลุ่มองค์กรอาชญากรรม ทำให้เกิดความเสียหายไม่น้อยกว่า ๕๐ ล้านบาท และหากไม่สามารถจับกุมได้จะทำให้เกิดความเสียหายมากกว่า ๑๐๐ – ๒๐๐  ล้านบาท/ปี
ด้านนายสมชาย พิชิตสุรกิจ ประธานชมรมป้องกันทุจริตบัตรเครดิตในประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่ามีการใช้เครื่องปลอมบัตรเครดิต ๓ ชนิดคือ ๑. นำเครื่องทำสำเนาแบบแปะติดหรือ Skimmer Hand heal  ไปแปะไว้ที่เครื่องรูดการ์ดหรือบัตรกดเงินสด ๒. นำเครื่องคัดลอกเลขรหัสบัตรเครดิตหรือบัตรเอทีเอ็มไปติดไว้ในตู้เอทีเอ็ม และ๓.การแอบติดตั้งกล้องรูเข็มด้านบนเพื่อแอบดูหมายเลขบัตรเอทีเอ็ม โดยทำสีกลมกลืนกับตู้เอทีเอ็มของธนาคารต่าง ๆ ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่า ธนาคารต่าง ๆ กว่า 14 แห่งทั่วประเทศได้ติดตั้งตู้เอทีเอ็มประมาณ ๓๐,๐๐๐ – ๔๐,๐๐๐  ตู้ และในปีนี้แก๊งอาชญากรรมทุจริตบัตรเครดิตได้ติดตั้งอุปกรณ์คัดลอกบัตรเครดิต และบัตรเอทีเอ็มไปแล้วประมาณ ๓๐ ตู้
” แก๊งพวกนี้จะเลือกทำเลที่มีนักท่องเที่ยวอยู่กันหนาแน่น เช่น จังหวัดท่องเที่ยว ภูเก็ต พังงา กระบี่ เชียงใหม่ ส่วนในเขตกรุงเทพมหานครจะอยู่ในย่านรัชดา สุขุมวิท และสยามสแควร์ อย่างไรก็ตาม จากการติดตามพฤติกรรมของคนร้ายกลุ่มนี้พบว่ามีการนำเข้าเครื่อง skimmer มาจากรัสเซีย มาเลเซีย และจีน โดยในรอบปีที่ผ่านมามีธนาคารแห่งหนึ่งถูกแก๊งปลอมบัตรเครดิตคัดลอกรหัสแล้ว นำไปกดเงินได้ถึง ๑๔ ล้านบาท โดยเฉลี่ยในแต่ละปีธนาคารแต่ละแห่งจะสูญเสียเงินให้กับแก๊งเหล่านี้ประมาณ ๑๐ – ๑๕ ล้านบาท” นายสมชาย กล่าว

http://www.dsi.go.th/dsi/news_index.jsp?id=1803

จากสภาพปัญหาการบุกรุก ที่ดินของรัฐ พื้นที่ป่าไม้ ป่าสงวนแห่งชาติ และที่สงวนหวงห้ามอื่นๆ ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะการบุกรุกของกลุ่มนายทุนที่มีพฤติการณ์เป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ สร้างความเสียหายให้กับรัฐและประชาชนอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และที่สำคัญคือปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบโดยตรงกับประชาชนที่อาศัย อยู่ในพื้นที่ แต่การพิสูจน์สิทธิและการบังคับใช้กฎหมายที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง นั้นยังต้องพึ่งพาหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อร่วมในการดำเนิน การค้นหาความจริง โดยอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญประกอบพยานหลักฐาน อื่นๆ อันจะนำมาซึ่งการพิสูจน์ความผิด นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และนำเสนอหลักฐานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อคืนแผ่นดินให้เป็นทรัพย์ สมบัติของชาติดังเดิม
การที่ต้องพึ่งพาหน่วยงานอื่นโดยเฉพาะงานด้านแผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม และภูมิสารสนเทศอื่นๆ จะต้องใช้ความเชี่ยวชาญเพื่อให้ผลการปฏิบัติงานออกมาอย่างเที่ยงตรงและถูก ต้องเพื่อนำเสนอพยานหลักฐานดังกล่าวต่อศาลในกระบวนการพิจารณา จำเป็นที่จะต้องใช้ความละเอียด รอบคอบ และดำเนินการตามหลักวิชาการที่ถูกต้องและเป็นสากล ซึ่งในการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ผ่านมามีข้อจำกัดที่จะต้องแทรกงานดัง กล่าวในงานประจำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เกิดความล่าช้า และมีผลต่อคู่กรณีซึ่งได้ซื้อที่ดินต่อจากผู้ที่กระทำผิดที่ต้องการจะได้คำ ตอบที่เร็วเพื่อที่จะดำเนินการพัฒนาที่ดินต่อไป และมีผลต่อประชาชนผู้ซึ่งมีส่วนได้เสียกับพื้นที่เกิดเหตุไม่ว่าจะเป็นการ ใช้ประโยชน์จากป่าไม้ แหล่งน้ำ หรือธรรมชาติอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง Tawee Sodsong อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนางานด้านแผนที่และภูมิสารสนเทศให้เกิดขึ้นในกรมสอบสวน คดีพิเศษ เพื่อแก้ปัญหาการพึ่งพาหน่วยงานอื่นและเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติ งานให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยนำบุคลากรของกรมสอบสวน     คดีพิเศษที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบในงานด้านการป้องกันปราบปรามการบุกรุก ที่ดินของรัฐและพื้นที่ป่าไม้และผู้ที่มีคุณวุฒิที่จะสามารถพัฒนางานด้านนี้ ได้ เช่น คุณวุฒิด้านวิศวกร ด้านคอมพิวเตอร์ เป็นต้น เข้ารับการฝึกอบรมการใช้แผนที่และภูมิสารสนเทศกับหน่วยงานที่เป็นมืออาชีพ อย่าง กรมแผนที่ทหาร และ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งหน่วยงานทั้งสองได้ให้ความอนุเคราะห์ที่จะฝึกฝนบุคลากรของกรมสอบสวนคดี พิเศษ จำนวน 25 คน เพื่อให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการเรียนการสอนไปปฏิบัติงานอย่างมี ประสิทธิภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ยังส่งผลไปถึงการให้คำแนะนำอย่าง ต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นกับการปฏิบัติงานจริง ตลอดจนการบูรณาการระหว่างเจ้าหน้าที่ของกรมแผนที่ทหารกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะมีความแนบแน่นยิ่งขึ้นจากการที่อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ ได้เคยลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการร่วมมือปฏิบัติงานระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ กรมแผนที่ทหาร เมี่อปี 2548 ผลการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคสนามที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก ในเบื้องต้น บุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมจากโรงเรียนแผนที่ทหาร กรมแผนที่ทหาร มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการใช้แผนที่และภูมิสารสนเทศ และสามารถปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายได้ และยังจะต้องพัฒนาระบบงานด้านดังกล่าวด้วยการนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมา ช่วยในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในโอกาสต่อไป
การสร้างเขี้ยวเล็บให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าว นอกจากจะเป็นการรองรับภารกิจในการพิสูจน์สิทธิกับผู้มีอิทธิพลที่บุกรุก ที่ดินของรัฐ พื้นที่ป่าไม้ ป่าสงวนแห่งชาติ และที่สงวนหวงห้ามอื่นๆ แล้ว ยังสามารถนำมาใช้กับงานด้านความ มั่นคง ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษมีภารกิจที่จะต้องรับผิดชอบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดน ภาคใต้ อีกทั้ง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังเล็งเห็นว่าในอนาคต เมื่อคดีความต่างๆ มีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ การจัดโครงสร้างภายในองค์กรของกรมสอบสวนคดีพิเศษ อาจต้องมีการแบ่งตามพื้นที่ (Area Approach) จึงเป็นการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรที่จะรองรับกับภารกิจดังกล่าว นอกจากนี้ยังอาจเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนการพิสูจน์สิทธิจากการร้องขอของ หน่วยงานต่างๆ เช่น ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น และต่อจากนี้ไปบุคลากรเหล่านี้จะเป็นคณะทำงานด้านแผนที่และภูมิสารสนเทศ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่จะผลิตงานที่มีความเที่ยงตรงและถูกต้องเพื่อนำเสนอพยานหลักฐานต่อศาลและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการพิสูจน์สิทธิและการ บังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนสืบไป
ฉบับที่ ๑
วันที่  ๖ มกราคม ๒๕๕
ดีเอสไอสร้างพี่เลี้ยงเป็นต้นแบบขรก.ใหม่
อธิบดี DSI เผยกลไกสร้างความเชื่อมั่นสู่ประชาชน มอบพี่เลี้ยงทำหน้าที่ “ตัวแบบ” ประกบขรก.บรรจุใหม่ ถ่ายทอดวิทยายุทธ์ควบคู่ เกียรติศักดิ์  เชี่ยวชาญ   ซื่อสัตย์ พร้อมชี้แจง ข่าวดักฟังโทรศัพท์   ย้ำ ” ดีเอสไอ” ไม่ทำผิดกฎหมาย และจริยธรรม
เมื่อวันอังคารที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๙.๑๕ น. พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นประธานการเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร ” เทคนิคการสอนงานและการเป็นพี่เลี้ยง” จัดโดยสำนักพัฒนาและสนับสนุนคดีพิเศษ โดยมีพันตำรวจเอกณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษและโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ  พันตำรวจ เอกสุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าร่วมพิธีเปิด และนางศิวาพร ชื่นจิตต์ศิริ   ผู้บัญชาการสำนักพัฒนาและสนับสนุนคดีพิเศษ เป็นผู้กล่าวรายงาน ณ ห้องวิภาวดี โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ
พันตำรวจเอกทวี กล่าวว่า หลักสูตร “เทคนิคการสอนงานและการเป็นพี่เลี้ยง” เป็นหลักสูตรที่กรมสอบสวนคดีพิเศษให้ความสำคัญ ไม่น้อยไปกว่าหลักสูตรเจ้าหน้าที่คดีพิเศษ ทั้งนี้ตนมีความเชื่อมั่นว่า หลักสูตรดังกล่าวจะส่งเสริมให้ข้าราชการที่ได้รับการบรรจุใหม่ได้เรียนรู้ ประสบการณ์การทำงานจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษซึ่งทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงใน ๕ มิติ คือ
๑. ความรู้ และประสบการณ์ ในการทำหน้าที่เป็นผู้แสวงหาความจริง รวมทั้ง งานสืบสวน สอบสวน ทั้งระบบ
๒. การปรับตัวให้สอดคล้องกับระบบการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรม ขององค์กร ซึ่งสิ่งเหล่านี้มิใช่ “เสือกระดาษ” แต่เป็นอุดมการณ์ที่ต้องนำมาสู่ภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง
๓. ต้องสร้างเกียรติศักดิ์  เชี่ยวชาญ ซื่อสัตย์ ให้เป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชน ซึ่งจะต้องสร้างจากความร่วมมือ ร่วมใจในการทำงานของชาวกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายที่มีความ ตั้งใจจริงในการปฏิบัติงาน และมีความเป็นเลิศในการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และหยิบยื่นความยุติธรรมให้กับผู้บริสุทธิ์
๔. ต้องสร้างความชัดเจนในการถ่ายทอดการสอนงานและการเป็นพี่เลี้ยงว่า ข้าราชการบรรจุใหม่ควรเรียนรู้ในเรื่องใด และของระบบการประเมินข้าราชการที่มีมาตรฐาน  ซึ่งจะทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก้าวผ่านความคลางแคลงใจของสังคมและประชาชน
๕. การสร้างคู่มือการสอน และฝึกงานในโลกของการเป็นนักสืบสวน สอบสวน ที่ต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าข้าราชการบรรจุใหม่ล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ที่ถูกหล่อหลอมมาจากครอบครัว สถาบันการศึกษา หรือสถานที่ทำงานแห่งเดิม  ซึ่งการเรียนรู้ระบบทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ นั้น พี่เลี้ยงจะทำหน้าที่เป็นตัวแบบโดยมีเครื่องมือที่สำคัญ คือ ประสบการณ์ และสำนวนในการทำคดีต่าง ๆ ของพี่เลี้ยงนั่นเอง
“ชาว ดีเอสไอ ต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการทำงาน แต่มิใช่การทำให้ประชาชนตกเป็นเครื่องมือของกฎหมาย ซึ่งตนเชื่อว่าการปลูกฝังเรื่องความซื่อสัตย์นั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนทราบ แต่สิ่งที่จำเป็น คือ การปฏิบัติตนเป็นตัวแบบ โดยอาจจะเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เช่น การตรงต่อเวลา” อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าว
ส่วนกรณีของการใช้เครื่องมือ ดักฟังโทรศัพท์ของดีเอสไอนั้น ตนขอยืนยันว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษปฏิบัติหน้าที่ด้วยการเคารพสิทธิ เสรีภาพของบุคคล และไม่ดำเนินการใด ๆ ที่ผิดกฎหมาย หรือผิดจริยธรรมเด็ดขาด ทั้งนี้การใช้เครื่องดักฟังโทรศัพท์ของดีเอสไอนั้นจะใช้เฉพาะคดีที่เชื่อว่า ไม่สามารถหาพยานหลักฐานโดยวิธีอื่นได้ หรือ คดีที่มีมีความสำคัญอย่างยิ่งเท่านั้น สำหรับคดีทั่วไปจะต้องใช้วิธีอื่น และจากการสอบถามไปยังพันตำรวจเอกดุษฎี อารยะวุฒิ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งดูแลรับผิดชอบเครื่องมือดังกล่าว ทราบว่า ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้นำเครื่องมือไปปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน อีกทั้งการ ดักฟังทางโทรศัพท์ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ต่าง ๆ ซึ่งไม่สามารถดำเนินการเพียงลำพังได้
นอกจากนี้ การใช้เครื่องดักฟังโทรศัพท์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษจะต้องปฏิบัติตามระเบียบ และหลักเกณฑ์ของหน่วยงาน ซึ่งจะต้องขออนุญาตจากอธิบดี หรือรองอธิบดี ตลอดจนอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา โดยการดักฟังโทรศัพท์นั้นเป็นการปฏิบัติงานลับเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบ สวน ตนจึงขอยืนยันว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษไม่เคยดักฟังการใช้โทรศัพท์ของผู้ใดในทาง มิชอบ โดยตนมีความเคารพในรมว.ยุติธรรม เพราะท่านเป็นผู้นำที่ให้เกียรติผู้อื่นและเป็นผู้ที่มีเหตุผล  หากท่านต้องการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำหน้าที่คลี่คลายความเคลือบแคลงสงสัย ของประชาชนในส่วนนี้ ตนก็พร้อมน้อมรับนโยบาย
แหล่งที่มาของข่าว