Tawee Sodsong

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
http://www.dsi.go.th/n/
http://www.dsi.go.th/dsi/dsi.htm
http://www.dsi.go.th/n/tawee_sodsong.html
http://taweesodsong.wordpress.com
http://taweesodsong.blogspot.com

Tawee Sodsong สั่ง “ดีเอสไอ” ลุยสอบ ร.ร.รับเงินแป๊ะเจี๊ยะ

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 12 พ.ย. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่คดีพิเศษเข้าสืบสวนในทางลับ กรณีได้ รับการร้องเรียนกรณีสถานศึกษามีการเรียกรับเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะ หรือค่าเงินกินเปล่าจากผู้ปกครองในการนำเด็กเข้าศึกษา เนื่องจากเป็นการทำให้ระบบการศึกษาเปลี่ยนเป็นระบบธุรกิจ อีกทั้งยังเป็นเหตุไม่สมควร โดยเฉพาะโรงเรียนภาครัฐและเอกชนซึ่งได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอยู่แล้ว

เรื่อง การเรียกรับเงินในการเข้าเรียนของทุกสถานศึกษา ที่ผ่านมาเราไม่มีการพูดถึงเท่าที่ควร ทั้งที่บุคคลทั่วไปก็ทราบดีว่าโรงเรียนไหนมีการเรียกรับเงินจำนวนเท่าไหร่ และเรื่องดังกล่าวเหมือนเป็นการขูดรีดเงินจากผู้ปกครอง และยังเป็นการแย่งชั้นระหว่างคนจนและคนรวยรอง อธิบดีดีเอสไอกล่าวและว่า แต่ละปีการศึกษาใหม่ ผู้ปกครองที่จะนำบุตรหลายเข้าศึกษาต้องใช้เงินเป็นแสนถึงหลักล้านบาท เป็นเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท การกระทำดังกล่าวถือว่าไม่เหมาะสม เพราะจะทำให้เด็กที่เรียนจบมาไม่มีสำนึกรักชาติ คิดแต่จะกอบโกยหากำไรในอนาคต โดยขณะนี้มีโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายที่เรียกรับค่าแป๊ะเจี๊ยะอยู่ในพื้นที่ กทม. กว่า 1,000 แห่ง และหากตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิด ก็จะนำเสนอเรื่องเพื่อเป็นคดีพิเศษต่อไป

ด้าน ดร.สมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไม่ขัดข้องที่ดีเอสไอจะเข้ามาช่วยตรวจสอบ จะได้ช่วยกันดูอีกทางหนึ่ง และจะทำให้โรงเรียนระมัดระวัง ส่วนการรับเงินบริจาคของโรงเรียนนั้น คงไม่กระทบอะไรกับการตรวจสอบ เพราะการรับบริจาคโรงเรียนทำได้ หลังจากการรับสมัครคัดเลือกนักเรียนเสร็จแล้ว เนื่องจากการบริจาคเป็นความสมัครใจของผู้ปกครอง และการบริจาคจะไม่มีผลต่อการเข้าเรียน

นาย ประกาศิต ยังคง ผอ.โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าการที่ดีเอสไอจะเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้จะมีปัญหาอะไร ถ้าใครทำทุกอย่างด้วยความถูกต้องและโปร่งใส ก็ไม่น่าที่จะต้องกังวล.

ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=education&content=111259

Tawee Sodsong แถลงดีเอสไอรวบแก๊งปลอมบัตรเครดิตโรมาเนีย

ดี เอสไอจับแก๊งโรมาเนียร่วมมือคนไทยปลอมบัตร เครดิตเสียหายกว่า 50 ล้านบาท เผยกลคนร้ายจะใช้เครื่องสกิมเมอร์ และกล้องแอบถ่ายประกอบติดกับตู้เอทีเอ็ม เพื่อคัดลอกข้อมูลและรหัสบัตร เตือนประชาชนหลีกเลี่ยงกดเงินผ่านตู้เปลี่ยว-เวลากลางคืน ให้กดตู้ที่มีกล้องวงจรปิดเพื่อป้องกันเหตุร้าย

วันนี้ (18 พ.ย.) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง Tawee Sodsong อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ณรัช เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ แถลงข่าวการจับกุมองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทุจริตปลอมบัตรเครดิต และบัตรเอทีเอ็ม มูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท

พ.ต.อ.ณรัช กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น.เมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ และส่วนสืบสวนสะกดรอย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปศท.ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลของจังหวัดมีนบุรี ประกอบด้วย ด.ต.ปราโมทย์ เปียทอง อายุ 41 ปี นาย Ionut Buliarca (โยนัท บูเลียเกอ) ชาวโรมาเนีย อายุ 28 ปี นาย Robert Rotru (โรเบิร์ต โรตรู) ชาวโรมาเนีย อายุ 29 ปี นายจิรายศ ศิริบวรเกียรติ อายุ 43 ปี และนายพนธกร หรือเอก ดีประเสริฐ อายุ 31 ปี พร้อมของกลางเป็นอุปกรณ์สำหรับคัดลอกข้อมูลบัตร กล้องแอบถ่ายขนาดเล็กสีดำ เครื่องคัดลอกข้อมูลบัตรเครดิตสีดำ หรือเครื่องสกิมเมอร์ อาวุธปืนขนาด 9 มม.พร้อมเครื่องกระสุนปืน 1 กระบอก และโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง

พ.ต.อ.ณรัช กล่าวอีกว่า กลุ่มคนร้ายดังกล่าวจะใช้เครื่องสกิมเมอร์ และกล้องแอบถ่ายประกอบติดกับเครื่องบริการเงินด่วน หรือตู้เอทีเอ็ม เพื่อขโมยคัดลอกข้อมูลจากบัตรเครดิตและบัตรเอทีเอ็มของผู้มาใช้บริการตู้ บริการเงินด่วน และบันทึกรหัสประจำบัตร 4 หลัก เพื่อนำข้อมูลไปทำบัตรปลอมแล้วนำบัตรปลอมพร้อมรหัสไปกดเงินสดจากตู้บริการ เงินด่วน หรือนำไปซื้อสินค้าตามร้านค้าต่างๆ ซึ่งคนร้ายกลุ่มดังกล่าวจะนำเครื่องสกิมเมอร์ไปติดตามแหล่งท่องเที่ยวที่มี ชาวต่างชาตินิยมไปจับจ่ายใช้สอย และนำบัตรเครดิต หรือบัตรเอทีเอ็มไปกดที่ตู้บริการเงินด่วนโดยเฉพาะย่านสุขุมวิท นอกจากนี้ พบว่า เครื่องสกิมเมอร์มีระบบความจำที่สามารถบันทึกข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็มได้นาน ถึง 3 วัน คาดว่าธนาคารจะเสียหายจากการปลอมบัตรของกลุ่มคนร้ายธนาคารละ 10-15 ล้านบาท

พ.ต.อ.ณรัช ยังแจ้งเตือนผู้ใช้บริการให้ระมัดระวังในการกดเงิน โดยขอให้สังเกตว่า มีการแอบนำกล้องวิดีโอติดตั้งเพื่อแอบถ่ายการกดรหัส และบริเวณช่องเสียบบัตรมีอุปกรณ์แปลกปลอมที่นูนผิดปกติหรือไม่ นอกจากนี้ ควรใช้บริการตู้บริการเงินด่วนที่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดของธนาคาร ไม่กดตู้เปลี่ยว และไม่กดเงินในช่วงเวลากลางคืน เนื่องจากการขโมยข้อมูลจะสร้างความเสียหายให้กับทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ และคนไทย ที่ใช้บริการตู้เอทีเอ็มโดยทั่วไป สำหรับผู้ต้องหาในเครื่องข่ายดังกล่าวยังมีอีกจำนวนมากต้องเร่งขยายผล โดยขณะนี้ยังมีผู้ต้องหาคนไทยตามหมายจับที่ยังไม่สามารถนำตัวมาดำเนินคดีได้ อีก 3 ราย

พ.ต.อ.ณรัช กล่าวด้วยว่า การกระทำผิดในรูปแบบการปลอมแปลงบัตรเครดิตเกิดขึ้นจำนวนมากทั่วประเทศโดย เฉพาะในพื้นที่ กทม.ซึ่งส่วนใหญ่จะมีชาวต่างชาติร่วมเป็นเครือข่ายซึ่งยังมีต่างประเทศที่ ประสานขอให้ดีเอสไอติดตามพฤติกรรมการปลอมแปลงบัตรของชาวต่างชาติเช่นเกาหลี ใต้ และประเทศในแถบยุโรป

ที่มา : http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000136573

Tawee Sodsong

ดีเอสไอ นำกำลังบุกค้นบ้านมือทำเว็บไซต์หมิ่นสถาบันเบื้องสูง พร้อมรวบตัว ขณะซื้อของที่ตลาดในตัวเมืองนครพนม หลังสืบพบหนีไปกบดาน

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ นำกำลังเจ้าหน้าที่คดีพิเศษเข้าตรวจค้นบ้านพักของ นายสุวิชา ท่าค้อ อายุ 35 ปี ย่านคันนายาว หลังสืบทราบว่า ใช้เป็นสถานที่เผยแพร่ข้อความหมิ่นสถาบันเบื้องสูงที่ เผยแพร่ในเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งเมื่อไปถึงพบว่า ประตูบ้านล็อกกุญแจจึงประสานให้ญาติของ นายสุวิชาเปิดประตู และร่วมเป็นพยานในการตรวจค้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้อายัดเครื่องคอมพิวเตอร์มาตรวจสอบ

ทั้งนี้จากการสอบสวนทราบว่า นายสุวิชา ได้หลบหนีไปกบดานอยู่กับญาติใน จ.นครพนม จึงให้ฝ่ายสืบสวนสำนักคดีอาชญากรรมระหว่าง ประเทศออกติดตามจับกุมตัว โดยสามารถจับกุมตัว นายสุวิชาได้ ขณะเดินซื้อของอยู่ที่ตลาด อ.เมืองนครพนม จึงควบคุมตัวมาสอบปากคำ ซึ่งผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และในวันนี้เวลา 21.00 น. เจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวผู้ต้องหากลับมาสอบสวนต่อที่ดีเอสไอ

ที่มา : http://news.sanook.com/crime/crime_336363.php

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” เผยจับมือ AFP เข้าถึงฐานข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน หวังกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ และขบวนการค้ามนุษย์ ล่าสุดเตรียมทะลายแก๊งใหญ่ภายในสิ้นเดือนนี้
ใน วันนี้ (วันจันทร์ที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๑) เวลา ๑๐.๓๐ น.พ.ต.อ.ทวี  สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และMr. Tony Negus รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติประเทศออสเตรเลีย(AFP)  พร้อมด้วย ด้วย Mr.Mark Mckiernan  , Senior Liaison Officer หัวหน้าเจ้าหน้าที่ AFP ประจำประเทศไทย ร่วมลงนามความตกลงว่าด้วยการเข้าถึงฐานข้อมูล AUSTRAC โดยหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ  ณ ห้องประชุมกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชั้น ๗ อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ
พ. ต.อ.ทวี กล่าวว่า AFP เป็นหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายที่มีอำนาจเข้าถึงฐานข้อมูล AUSTRAC ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้       ดีเอสไอสามารถตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมทางการเงินหรือธุรกรรมที่มีเหตุอันควร สงสัยที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูลAUSTRACผ่านAFPได้ โดยฐานข้อมูล AUSTRAC  เป็นฐานข้อมูลที่เก็บรวบรวมข้อมูลรายงานการทำธุรกรรมทางการเงินในประเทศ ออสเตรเลียที่ได้รับจากสถาบันการเงินต่างๆ รวมถึงผู้ที่มีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรม ตามกฎหมาย  เช่น ทนายความ และสถานการพนัน
พ. ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า เมื่อ AFP รวบรวมข้อมูลเก็บในฐานข้อมูลAUSTRAC จากนั้นจะนำข้อมูลรายงานการทำธุรกรรมที่ได้รับกว่า         ๑๐ ล้านรายการต่อปีมาวิเคราะห์และส่งต่อให้กับหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายที่ เกี่ยวข้องในประเทศออสเตรเลียเพื่อไปทำการสืบสวนขยายผล และดำเนินคดีต่อ ไป อย่างไรก็ตามนอกจากความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของดี เอสไอในการตรวจสอบและสืบสวนขยายผลในคดีต่างๆโดยเฉพาะคดีที่มีความเชื่อมโยง ความผิดกับประเทศออสเตรเลียแล้วยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้าง ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายของทั้งสองประเทศอีกด้วย ที่ ผ่านมามีคดีที่เกี่ยวข้องกับประเทศออสเตรเลียจำนวนมากทั้งคดีฉ้อโกงประชาชน อาชญากรรมข้ามชาติ ค้ามนุษย์ และหลังจากนี้จะประสานข้อมูลกันได้ง่ายขึ้นโดยภายในสิ้นเดือนนี้ ดีเอสไอจะ ออกหมายจับผู้ต้องหาอาชญากรรมข้ามชาติรายใหญ่ที่เชื่อมโยงกับคดีฟอกเงิน ค้ามนุษย์ รวมทั้งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงระหว่างประเทศขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยาน หลักฐานและประสานข้อมูลเพื่อออกหมายจับโดยมีทั้งคนไทยและต่างประเทศร่วมเป็น ขบวนการกระทำผิด อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าว

ที่มาของข้อมูล http://www.dsi.go.th/dsi/news_index.jsp?id=1796